ในวันที่คำว่า “ส่วย” กลายเป็นคำธรรมดาในวงการสีกากี คือวันที่สังคมไทยต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวด ความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องแบบตำรวจ ถูกผลประโยชน์กัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเครื่องแบบที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” กลับถูกบางคนใช้เป็นโล่กำบังเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตน จนคำว่า “ผู้พิทักษ์” กลายเป็น “ผู้เอื้อ” และ “ผู้รับ” กลายเป็น “ผู้เรียก” ความศรัทธาที่ประชาชนเคยมอบให้ ถูกส่วยแลกไปทีละหยดนี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินใต้โต๊ะ แต่มันคือ เงินที่อยู่เหนือศีลธรรมไม่ใช่แค่การละเมิดวินัย แต่คือ การหักหลังต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้ต่อแผ่นดินส่วย คือระบบเงาที่แทรกซึมอยู่ในโครงสร้างอำนาจ มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามี ใครพูดก็ถูกมองว่า “ไปแตะของแรง” ทั้งที่ความแรงที่แท้จริงคือ ความกลัวที่จะพูดความจริงเมื่อผู้รักษากฎหมายกลายเป็นผู้ต่อรองกฎหมาย ความยุติธรรมจะเหลืออะไรให้ยึดถือ?เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐยอมรับเงินผิดที่ผิดทาง แล้วใครจะกล้าลุกขึ้นต้านอิทธิพล?เมื่อความดีต้องหลบอยู่หลังม่าน แล้วความชั่วเดินลอยหน้าท่ามกลางอำนาจ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่สุดของสังคมถึงเวลาแล้วที่องค์กรตำรวจจะต้องลุกขึ้น “ล้างเลือดในแผลของตนเอง”ไม่ใช่แค่โยกย้าย ไม่ใช่แค่ตั้งกรรมการสอบ แต่ต้อง กล้าตัดเนื้อร้ายออกไปทั้งก้อนเพราะทุกครั้งที่ปล่อยให้ส่วยยังอยู่ คือทุกครั้งที่ศักดิ์ศรีของตำรวจถูกขายทอดตลาดเราขอพูดตรงๆ ศักดิ์ศรีของตำรวจ ไม่อาจซื้อคืนด้วยคำขอโทษหรือคำสั่งย้ายมันต้องได้คืนด้วย “การลงมือจริง”ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบอิสระที่ไม่อยู่ใต้เงาอำนาจ ด้วยการให้รางวัลแก่คนดีมากกว่าคนสนิท และด้วยการกล้าประกาศว่า “ตำรวจไทยจะไม่ยอมเป็นทาสของส่วยอีกต่อไป”วันนี้ยังมีตำรวจจำนวนมากที่ซื่อสัตย์ ยืนหยัดบนความถูกต้อง พวกเขาคือแสงสว่างที่ยังไม่ดับ และหน้าที่ของสังคมคือปกป้องแสงนั้น ไม่ให้ถูกความมืดกลืนกินตำรวจต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูก แม้จะยากเพราะศักดิ์ศรี…ไม่ใช่สิ่งที่ใครมอบให้ แต่คือสิ่งที่เรายืนหยัดรักษาไว้ด้วยตัวเองอย่าให้ส่วยมาฆ่าความภูมิใจในเครื่องแบบอย่าให้ผลประโยชน์เล็กๆ มาทำลายเกียรติขององค์กรใหญ่ถึงเวลาที่ตำรวจไทยจะต้อง “สะอาดทั้งมือและใจ”และถึงเวลาที่สังคมต้องเรียกร้อง…ให้ศักดิ์ศรีตำรวจ กลับมายืนอยู่เหนือส่วย อย่างสง่างามอีกครั้ง #เรียบเรียงโดย สมชาย จรรยา










































